บันทึกการเดินทาง
ตอน ... ปู๊น ปู๊น พาตะลุย น้ำตกเขาพัง จ. กาญจนบุรี
บทความโดย ... ลายฉลุ
ประมวลภาพ ... ปู๊น ปู๊น พาตะลุย
 
         เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น บอกเวลา 05:00 น. ของเช้าวันที่ 6 กรกฎาคม 2546 เป็นเช้าที่อากาศขมุกขมัวเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา แล้วทำไมฉันต้องตื่นขึ้นมาในวันอาทิตย์ ที่อากาศน่านอนขนาดนี้ด้วยเนี่ย อ๋อ !!! วันนี้พวกเรามีการเดินทางกับปู๊น..ปู๊น พาตะลุย ที่น้ำตกเขาพัง จังหวัดกาญจนบุรี ฉันไม่ลังเลที่จะกระโดดพรวดออกจากผ้าห่มอันแสนอุ่น พร้อมทำกิจวัตรประจำวัน ซึ่งแตกต่างจากทุกวันที่ผ่านมา คือ ฉันไม่ต้องแต่งชุดทำงาน ฉันไม่ต้องทำผมให้เข้าทรง และที่สำคัญ ฉันไม่ต้องเดินทางจากบ้านไปเซนต์จอห์น แต่ฉัน บอกกับสารถีส่วนตัวให้ตรงดิ่งไปที่สถานีรถไฟสามเสน อันเป็นสถานที่นัดพบของพวกเราส่วนหนึ่ง

         ฉันมองเวลาซึ่งขณะนี้ หกโมงสิบห้านาที ก็ยังไม่มีวี่แววของใครสักคน แต่ไม่ถึงอึดใจ มวลหมู่สมาชิกก็ทยอยกันมา พวกเขานัดรวมตัวกันที่เซนต์จอห์นแล้วนั่งแท็กซี่มากัน ทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสทั้งๆที่ต้องตื่นกันเช้ากว่าปกติ คุยกันพักนึงก็มีการถ่ายรูปร่วมกันและแจกตั๋วโดยสาร ซึ่งฉันเรียกมันว่าตั๋วยุคคลาสสิก คือ ตั๋วแข็งขนาดเล็ก รูปร่างเป็น สี่เหลี่ยมผืนผ้า สีแดง มีอักษรแสดงว่าเป็นรถไฟนำเที่ยว และบอกขบวนพร้อมเลขที่นั่ง นายตี๋(วิศวกรรมศาสตร์)ซึ่งอาสารับหน้าที่เป็นผู้จัดการกลุ่มแจ้งจำนวนผู้มาถึงและยังไม่มา เรียบร้อยแล้ว ก็ได้ยินเสียงนายสถานีประกาศถึงขบวนรถไฟที่กำลังมาถึง พอพวกเราได้ยินคำว่ารถไฟนำเที่ยวน้ำตกเท่านั้นแหละ ต่างก็กุลีกุจอกันหอบข้าวของขึ้นรถไฟ คันที่เจ็ด อยู่ไหนน้า? อ้าว! อยู่คันหลังสุดเลย ต่างคนต่างวิ่งฝ่าสายฝนที่ปรอยตัวลงมา แต่พอไปถึงประตูทางขึ้นรถไฟก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะมันปิดอยู่ โชคดีที่ได้อัศวินม้าขาวอย่างคุณหมอ กดเปิดให้ แฮะ…แฮะ ก็ไม่เคยขึ้นนี่คะ

         ทุกคนดูเลขที่นั่งตามที่ได้ตกลงกันมาทันที แต่หลายคนไม่ได้นั่งตามที่ระบุไว้ในตั๋ว โฮ…โฮ เราถูกยึดเก้าอี้แล้วหรือนี่ ก็เลยสวมวิญญาณใครดีใครได้ นั่งกันตามอัธยาศัย กว่าจะเข้า ที่เข้าทางก็เกือบถึงสถานีบางซื่อ ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่มีกลุ่มพวกเรารอขึ้นอยู่ สักพักมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า ตายล่ะหว่า…เราลืมหนูโก้(บุคคล) ซึ่งยังมาไม่ถึงสถานีสามเสน แล้วจะทำ ยังไงดีล่ะ ต้องอาศัยพี่จอย(กิจการนักศึกษา) ซึ่งผ่านโลกมาอย่างโชกโชนตั้งสติได้ก่อน รีบไปบอกตำรวจรถไฟว่ายังมีน้องที่มาไม่ถึง ถ้ายังไงให้จอดรอที่สถานีบางบำหรุ ซึ่งเป็นสถานี ต่อไปสักพักได้ไหม ตำรวจรถไฟก็ใจดีบอกว่า จะรอเกินเวลาสักประมาณ 5 นาที เราสำนึกผิดอยู่ในใจ เพราะไม่ได้โทรบอกว่ารถไฟออกจากสถานีแล้ว แง….แง…..แง แต่เรื่องเที่ยว บ่ยั่นอยู่แล้ว หนูโก้ได้นั่งรถแท็กซี่บึ่งมาทันที่สถานีบางบำหรุ หวุดหวิดต้องกลับบ้านแล้วนะหนู สรุปว่าคุณเธอจ่ายค่าเดินทางครั้งนี้แพงกว่าชาวบ้านคนอื่น แต่ก็เป็นประสบการณ์แปลก ใหม่และครั้งแรกของโก้ เพราะเกิดมาไม่เคยขึ้นรถไฟเลย

         เมื่อทุกคนขึ้นรถไฟและหาที่นั่งได้แล้ว ทีมงานก็แจกป้ายคล้องคอ ลูกอม น้ำดื่ม อาหารเช้า (ข้าวเหนียว หมูทอด) แก่สมาชิกให้รับผิดชอบกันเอง อากาศขณะฝนตกพรำๆแสนจะโรแมนติก แต่ไม่มีใครสนใจกับบรรยากาศนี้เลย เพราะคุณเธอทั้งหลายมัวประกอบกิจกรรมบันเทิง อาทิ กินข้าวเหนียว คุยหยอกล้อ และนอนหลับ แต่มีหรือที่ทริปพาตะลุยของเราจะปล่อยให้คุณ ทำเช่นนี้ นายตี๋(วิศวกรรมศาสตร์)และคุณฝนศรี(บุคคล)จัดการเอนเตอร์เทนสมาชิกทันที เป็นเกมทายใจคนในกลุ่มของพวกเรา แม้รางวัลจะมีมูลค่าไม่มากนัก แต่สมาชิกของเราก็ตื่นเต้น เหมือนเป็นของรางวัลที่ล้ำค่าและร่วมกิจกรรมเพื่อให้ได้มากันอย่างถ้วนหน้า จนบางครั้งเกือบเกิดศึกชิงของรางวัล แหม ! อะไรจะขนาดนั้น

         จุดแรกที่รถไฟจะจอดให้พวกเราได้ยืดแข้งยืดขา คือ สถานีนครปฐม มวลหมู่สมาชิกรีบทำเวลาอย่างไม่รอช้า บ้างก็ไปไหว้พระขอพรจากองค์พระร่วงโรจนฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระประธานในวัด พระปฐมเจดีย์ราชวรวิหาร แต่ฉันไม่กล้าถามว่าขออะไรบ้าง เดี๋ยวรู้ไต๋กันหมด ส่วนบางกลุ่มก็ไปเดินช็อปปิ้งแถวนั้น สังเกตได้จากทุกคนหอบขนมกันมาอย่างถ้วนหน้า ส่วนทีมงานก็ออก ไปรับอาหารกลางวัน ซึ่งได้แก่ ข้าวหมูแดงเจ้าอร่อย เอาไว้เป็นเสบียงที่น้ำตก ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นสายฝนยังปรอยลงมาอย่างสม่ำเสมอ แต่ทัวร์พาตะลุยซะอย่าง ไม่กลัวฝน หรอกจะบอกให้ ฉันเคยคิดอยู่เสมอว่า การไปเที่ยวในสถานที่ที่เคยไปแล้วมันจะสนุกได้ยังไง แต่วันนี้ฉันรู้แล้วว่า หากต่างกรรมต่างวาระก็จะได้รสชาติที่เก๋ไก๋ไปอีกแบบหนึ่ง

         พอรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานี พวกเราก็ไม่รอช้า รีบปฏิบัติกิจกรรมสร้างความสุขกันต่อ จนคนที่ไม่ได้อยู่ก๊วนเดียวกับเรา แอบอมยิ้มตลอดทาง ตอนนี้พวกเราบางคนเริ่มปลดทรัพย์สิน ส่วนตัวเพื่อนำมาเป็นของรางวัล อาทิ พี่หล้า(ประกันคุณภาพและข้อมูล) พี่ก๊อง(คุณพรทิพย์ ห้วยไชย) เป็นต้น เราเฮฮากันได้พักใหญ่ พี่ไกด์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย คุณโสภณ ได้ มาบอกถึงจุดจอดรถครั้งต่อไปว่าเป็น สะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้ก็ว่าได้ ก็แหม ! จะมีใครบ้างที่ได้เดินอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำแควโดยมองเหลียวหลังกลับ ไปเป็นภาพขบวนรถไฟที่จอดนิ่งสนิทอยู่ พวกเรารีบเดินไปแอ็กชั่นถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันใหญ่ แต่การเดินบนรางรถไฟค่อนข้างลำบากนิดหน่อย เพราะช่วงขอบซ้ายขวาเป็นเหล็กรถไฟที่มีช่อง ว่างห่างกัน จะมีเพียงตรงกลางที่คาดว่าใช้สำหรับเดินที่เป็นแผ่นไม้ขนาดกว้างวางติดกัน เพราะฉะนั้นไม่น่าแปลกใจที่พวกเราต้องใช้ความสามารถพิเศษในการเดินสักหน่อย ดีนะที่ตอนเด็ก เคยดูกายกรรมเปียงยาง ไม่อย่างนั้นแย่เลย ฉันกลั้นใจที่จะไม่มองผ่านรางรถไฟลงไป เพราะจะเห็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากของแม่น้ำแควใหญ่ไหลผ่าน มันน่าเสียวไส้อยู่ไม่หยอกนะตัวเอง ไม่เชื่อ ลองดูไหมล่ะ

         สมาชิกต่างเริ่มทยอยกันขึ้นรถตามเวลาที่กำหนด หลังจากซึมซับบรรยากาศที่สวยงามและเริ่มเหงื่อไหลไคลย้อยกันพอสมควรแล้ว คู่หูคู่ฮาของเรา คือ นายตี๋และคุณฝนศรี ก็เริ่มทำหน้าที่ของ ตนเองอีกครั้ง ทำให้ช่วยร่นระยะทางให้สั้นลง เผลอแป๊บเดียวถึงสถานีน้ำตกแล้ว แต่พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้า โอ้โอ ! มืดครึ้มเต็มไปหมดเชียว แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว พวกเราสู้ตายค่ะ และแล้ว ช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง อาหารกล่องสุดหรูบวกกับการนั่งล้อมวงทานร่วมกัน เหมือนกับมาปิกนิกต่างจังหวัดจังเลย สักพักสายฝนเริ่มลงเม็ดมาอย่างหนาตา มวลหมู่สมาชิกแตกกระเจิงคนละ ทางสองทาง แล้วไปรวมตัวอีกครั้งบริเวณที่พักรอรถไฟ พวกเราไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ได้บริหารปากกันต่อโดยสั่งเมนูจานเด็ดเป็นอาหารนานาภาค ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเหนียว ส้มตำ คอหมูย่าง รวมถึงไส้อั่วรสเด็ด ที่ได้โกโบริ(คุณหมอ) ลงทุนเดินไปซื้อมาให้ทานกัน ฉันคิดว่าหากฝนเริ่มซาลงจะขอขึ้นไปดูน้ำตกให้ชัดๆกว่านี้ แต่สงสัยสายฝนคงเห็นใจผู้สูงวัยอย่างเรา จึงกระหน่ำลงมาอย่าง ไม่ขาดตอน แหม! อดโชว์ความแข็งแรงของร่างกายเลย

         เมื่อใกล้ถึงเวลานัดหมาย ที่พักรอรถไฟก็คราคร่ำไปด้วยผู้คน รวมทั้งชาวต่างชาติที่มาอาศัยหลบฝนและชะล้างแผลที่เกิดจาการผจญภัยในถ้ำแถวนั้น เผอิญพวกเราเหลือบเห็นเข้าพอดี ก็อยาก จะสร้างความประทับใจให้แก่ชาวต่างชาติ จึงให้ความช่วยเหลือทั้งด้านยาทาแผลและพลาสเตอร์ พวกเขาขอบคุณเป็นการใหญ่ ปลื้มใจอีกแล้วนะเนี่ย เมื่อพวกเราเริ่มทยอยขึ้นรถไฟเพื่อเดินทาง กลับ ฉันได้เห็นภาพที่สะท้อนใจอย่างหนึ่ง คือ เด็กๆแถวนั้นเข้ามาคุ้ยหาอาหารที่พวกเราเหลือทิ้งเอาไว้อย่างไม่รังเกียจเดียดฉันท์ ท่าทางพวกเขาเอร็ดอร่อยกับอาหารเหล่านั้นเป็นอย่างมาก จนพวก เราบางคนที่มองลงมาจากรถไฟถึงขนาดยอมสละอาหารบางส่วนให้แก่พวกเขา แหม ! ใจดีอย่างนี้ ก็ขอร่วมอนุโมทนาสาธุด้วยคน

         หลังจากที่ล้อรถไฟเคลื่อนกระทบกับรางเหล็กแล้ว ช่วงเวลาแห่งความสุขก็กลับมาอีกครั้ง พวกเรามีรอยยิ้มที่เปื้อนใบหน้ากันทั้งนั้น ไม่เว้นแต่คนเดินทางก๊วนอื่นที่ถึงกับจะขอติดต่อให้นายตี๋ไปจัด กิจกรรมทัวร์ให้ สงสัยในอนาคตอาจมีจ๊อบพิเศษรออยู่แหงๆ สำหรับสถานที่สุดท้ายที่พวกเราจะแวะกันก็คือ สุสานทหารสัมพันธมิตร โดยเดินจากสถานีรถไฟไปไม่กี่ร้อยเมตร บรรยากาศหลังฝน หยุดตกช่างสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ถ้าจะถามฉันว่า ได้ไปเคารพศพทหารบ้างหรือไม่ ก็ขอตอบอย่างจริงใจว่า ไม่สามารถเดินได้ทั่ว ก็มีตั้ง 6,928 หลุม ทำให้ฉันเลือกได้เดินแค่เพียงบางหลุมศพเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือทั้งหมดอุทิศต่อการแอ็กชั่นถ่ายภาพกันอย่างชื่นมื่น ฉันทำเวลาอย่างรวดเร็วเพราะกลัวไม่ทันขบวนรถไฟ ส่วนสมาชิกคนอื่นมัวแวะร้านขายขนมเพื่อชิมของฟรี ไม่ว่าจะเป็นทองม้วนสด ทองม้วนกรอบ ซึ่งสุดท้ายก็หอบซื้อกันมาคนละถุงสองถุง

         เมื่อขึ้นรถไฟกันหมดทุกคนแล้ว นายตี๋กับคุณฝนศรีก็เริ่มปฏิบัติการเขย่าต่อมความคิดอีกครั้ง โดยช่วงนี้ได้ให้สมาชิกร่วมประเมินผลการเดินทางครั้งนี้ และเกมสุดหินประจำวันก็คือ ให้ร่วมกันแต่ง คำขวัญหรือบทร้อยกรองเกี่ยวกับการเดินทางปู๊น…ปู๊น พาตะลุย เพื่อชิงของรางวัลที่มีมูลค่าและมีคุณค่ามากที่สุด คือ สมุดบันทึกสุดงามจากคุณปุ๊กกี้(บุคคล) เสื้อยืดสีส้มสุดจ๊าบจากสโมสรนักศึกษา และพวงกุญแจที่แสนจะกิ๊บเก๋ และแล้วเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง จากผลงาน 24 ชิ้น ทำให้กรรมการ คือ สมาชิกทุกคนต้องทำหน้าที่อันแสนหนักหน่วง แต่กติกาค่อนข้างแปลกแหวกแนว โดยทุกคน สามารถยกมือโหวตได้ทุกชิ้นงาน จึงไม่น่าแปลกใจว่าจะมีบางคนที่เป็นหน้าม้ายกมือให้ทุกคน สงสัยจะให้คะแนนความพยายามยอดเยี่ยม เพราะทุกคนมุ่งมั่นที่จะเสนองานให้เข้าตากรรมการมากเชียวแหละ ซึ่งผู้ได้รับรางวัลก็ไม่ทำให้สมาชิกผิดหวังเลย โดยเริ่มจากรางวัลที่ 3 ได้แก่ พี่หล้า (อ.อัญชลี เหลืองอ่อน จากสำนักงานประกันคุณภาพและข้อมูล) รางวัลที่ 2 ได้แก่ น้องเอ๋ (น.ส.สุรัตน์ ทิพย์สุขุม จากสำนัก ส่งเสริมการวิจัย) และรางวัลที่ 1 ได้แก่ น้องโก้ (น.ส.อัญชลี บุญชู จากสำนักบริหารงานบุคคล) ทั้งสามคนต่างหน้าชื่นตาบานกับของรางวัล และที่สำคัญกว่านั้น ฉันคิดว่าทุกคนได้ถ่ายทอดความรู้สึกออกมา เป็นตัวอักษรได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งและเห็นภาพชัดเจนจริง ๆ

         งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราฉันใด การเดินทางครั้งนี้ก็ย่อมมีจุดสิ้นสุดฉันนั้น สมาชิกเริ่มทยอยลงตั้งแต่สถานีนครปฐม สถานีบางซื่อ และกลุ่มสุดท้ายสถานีสามเสน ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางแบบ ตะลุ้ย…ตะลุย แต่ฉันเชื่อว่า ในความทุกข์ยากก็ยังมีความสนุกสนานเฮฮา มีรอยยิ้มที่เบิกบาน และมีความทรงจำที่ประทับใจ ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดอีกครั้งเพื่อรอวันใหม่ที่กำลังมาเยือน มวลหมู่ สมาชิกก็ต้องแยกย้ายกันกลับที่พักอาศัย แต่เมื่อโอกาสมาถึงเมื่อใด พวกเราก็พร้อมจะตะลุยไปกับการเดินทางสุดมันแบบนี้จ้า